บทที่ 3 -
“นกฮูกรู้ไหมว่าน้องมิลินมีเวทมนตร์ด้วยนะ เวลาที่น้องมิลินยิ้ม พระอาทิตย์จะส่องแสงวิบวับเลย”
พูดจบ พัดชาก็ใช้นิ้วมืออีกข้างที่ว่างอยู่ หยิบลูกสุนัขผ้าออกมาจากกระเป๋า แล้วทำท่าเหมือนมันกำลังไต่ขึ้นไปตามแขนของมิลินอย่างแผ่วเบา
“อุ๊บ... คิก !”
เสียงเล็ก ๆ หลุดลอดออกมาจากลำคอของมิลิน หนูน้อยหดคอหนีความสยิว ก่อนจะหลุดหัวเราะร่าออกมาอย่างกังวลใจไร้สิ่งแวดล้อม
“คิก ๆ มันคันนะ เจ้าหมากระโดดใส่หนูทำไม !”
เสียงหัวเราะสดใส ดังก้องไปทั่วห้องรับแขกที่เคยเงียบเหงา ดั่งเสียงกระดิ่งแก้วที่กังวานขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิด มิลินยิ้มกว้างจนเห็นฟันหลอซี่น้อย ๆ ดวงตากลมโตเปล่งประกายสดใส ไร้ซึ่งร่องรอยของความโศกเศร้าชั่วขณะ
ธันวาที่นั่งมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่บนโซฟา ถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก
ดวงตาภายใต้กรอบแว่นขยายกว้าง อ้าปากค้างไว้เล็กน้อย เขามองหลานสาวที่หัวเราะร่า ลืมความเศร้าและยอมให้หญิงสาวแปลกหน้าจับมือได้อย่างง่ายดาย ทั้ง ๆ ที่ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา นับตั้งแต่พี่สาวของเขาเสียชีวิต มิลินเอาแต่ร้องไห้ ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ ไม่ยอมกินข้าว และไม่เคยยิ้มเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้กระทั่งตัวเขาเองที่ทุ่มเทซื้อของเล่นชิ้นละเป็นหมื่นเป็นแสนมาประเคนให้ เด็กน้อยก็ยังทำเพียงแค่มองมันด้วยความเมินชา
แต่ผู้หญิงคนนี้... ใช้แค่หุ่นผ้าราคาไม่กี่บาท กับวิธีพูดจาแปลก ๆ เพียงไม่กี่นาที กลับทำในสิ่งที่เขาใช้เงินมหาศาลทำไม่ได้
หลังจากที่พัดชาใช้นิ้วมือหุ่นนิทานหลอกล่อให้มิลินยอมไปนั่งระบายสีกับแม่บ้านที่โต๊ะกินข้าวได้อย่างว่าง่าย หญิงสาวก็เดินกลับมานั่งที่เก้าอี้อาร์มแชร์ตัวเดิม เพื่อดำเนินบทสัมภาษณ์ต่อ
บรรยากาศในห้องรับแขกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ท่าทีตึงเครียดของธันวาลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด แม้ใบหน้าของเขาจะยังคงเรียบตึงอยู่ก็ตาม เขามองพัดชาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป มีความทึ่งและตั้งคำถามซ่อนอยู่ในนั้น
“เมื่อกี้... คุณทำได้ยังไง” ธันวาถาม น้ำเสียงลดความแข็งกร้าวลง
“เด็กวัยสามขวบไม่ได้ต้องการคำสั่ง หรือการอธิบายเหตุผลแบบผู้ใหญ่หรอกค่ะคุณธันวา” พัดชาตอบด้วยรอยยิ้มอุ่น
“พวกเขากำลังเผชิญกับความสูญเสีย ความกลัว และสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่คุ้นเคย สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่ของเล่นราคาแพง แต่เป็นความรู้สึกปลอดภัยและภาษาที่เขาเข้าใจได้ง่าย ซึ่งก็คือภาษาแห่งจินตนาการและการเล่นค่ะ”
ธันวานิ่งฟัง เขากระแอมเบา ๆ ปรับท่าทางให้ดูเป็นงานเป็นการอีกครั้ง
“โอเค นั่นอาจจะเป็นเรื่องการรับมือเบื้องต้น แต่การทำงานจริงมันมีอะไรมากกว่านั้น ผมเป็นนักธุรกิจ เวลาของผมมีค่ามาก และผมต้องการระบบระเบียบที่ชัดเจน”
เขายกแท็บเล็ตขึ้นมาเปิดไฟล์เอกสารฉบับหนึ่ง
“ผมมีคำถามจริงจังที่คุณต้องตอบ... ข้อแรก ถ้ามิลินป่วยกลางดึกขณะที่ผมติดประชุมสำคัญกับฝ่ายต่างประเทศ คุณจะจัดการอย่างไรโดยไม่รบกวนผม”
“ขั้นแรก ฉันจะประเมินอาการป่วยเบื้องต้นค่ะ วัดไข้ เช็ดตัว และให้ยาตามที่แพทย์สั่ง” พัดชาตอบด้วยความใจเย็นและจริงใจ
“หากอาการไม่หนัก ฉันจะดูแลอย่างใกล้ชิดและส่งข้อความรายงานสถานการณ์ไว้ในไลน์ของคุณ แต่ถ้าไข้สูงเกินสามสิบแปดจุดห้าองศา หรือมีอาการน่าวิตก ฉันจะโทร.หาคุณทันที และพร้อมกันนั้นจะเตรียมตัวพามิลินไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพราะต่อให้งานของคุณจะสำคัญระดับร้อยล้าน แต่ฉันเชื่อว่าสำหรับคุณ ชีวิตและสุขภาพของมิลินสำคัญกว่านั้นแน่นอน... จริงไหมคะ ?”
คำตอบนั้นทำเอาธันวาชะงักไปเล็กน้อย เขาจ้องหน้าพัดชา ราวกับพยายามหาคำสอดไส้ แต่ก็พบเพียงความตรงไปตรงมาในดวงตาคู่นั้น
“ข้อสอง...” ธันวาตั้งโจทย์ต่อ
“มิลินเป็นเด็กทานยากมาก เมื่อคืนผมชงนมให้ เธอไม่ยอมดื่ม แถมยังร้องไห้กวนจนถึงตีสอง คุณมีแนวทางจัดการเรื่องโภชนาการและตารางการนอนยังไง”
“เรื่องเมื่อคืน...” พัดชาแอบอมยิ้ม
“จริง ๆ ฉันเห็นคราบนมผงตรงเคาน์เตอร์ครัวตอนเดินผ่านค่ะ คุณธันวาคะ เด็กที่กำลังเครียดจะปฏิเสธอาหารเป็นเรื่องปกติค่ะ การบังคับให้อาหารหรือชงนมผิดอุณหภูมิจะยิ่งทำให้เด็กต่อต้าน ฉันไม่ได้มีตารางเวลาที่แข็งตึงแบบเป๊ะ ๆ แต่ฉันจะสร้างกิจวัตรที่น่าสนุกให้เธอ เช่น การจัดจานอาหารเป็นรูปสัตว์หรือเล่านิทานก่อนนอนเพื่อปรับคลื่นสมองให้เธอผ่อนคลาย เด็กจะนอนหลับได้เองเมื่อเขารู้สึกปลอดภัย ไม่ใช่เพราะเราไปบังคับให้เขานอนค่ะ”
ทุกคำตอบของพัดชา ไม่ได้มาจากตำราบริหารหรือตารางเวลากำหนดการ แต่มาจาก ‘หัวใจ’ ความเข้าใจในธรรมชาติของเด็ก และความจริงใจที่สัมผัสได้ ชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลในโลกธุรกิจเริ่มรู้สึกว่ากรอบเกณฑ์ที่เขาสร้างขึ้นมา อาจจะต้องถูกสั่นคลอนโดยผู้หญิงคนนี้เสียแล้ว
ธันวาวางแท็บเล็ตรอบนี้ลงบนโต๊ะอย่างจริงจัง เขามองหน้าพัดชาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยคำตัดสินที่เขาเองก็ไม่คิดว่าตนจะตัดสินใจได้เร็วขนาดนี้
“โอเค... คุณผ่านการสัมภาษณ์”
พัดชาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “คะ ? เร็วขนาดนี้เลยเหรอคะ ?”
“ผมไม่มีเวลามานั่งสัมภาษณ์ใครอีกแล้ว และมิลินก็ตอบคำถามให้ผมเห็นแล้วว่าเธอเลือกคุณ” ธันวาพูดพลางดึงกระดาษสัญญาที่พิมพ์เตรียมไว้ออกมาจากแฟ้ม
“ผมจะจ้างคุณในตำแหน่งพี่เลี้ยงและผู้ดูแลส่วนตัวของมิลิน เงินเดือน... ผมให้เพิ่มเป็นสองเท่าจากอัตราจ้างทั่วไปในตลาด แต่...”
ชายหนุ่มเว้นวรรค ดันแผ่นกระดาษที่มีข้อความยาวเหยียดมาตรงหน้าพัดชา
“คุณต้องเคารพกฎเหล็กสิบข้อในการทำงานในบ้านหลังนี้อย่างเคร่งครัด”
พัดชาหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่าน ในใจคิดว่าคงเป็นข้อตกลงทั่วไปเกี่ยวกับการดูแลเด็ก แต่เมื่อสายตากวาดอ่านข้อความแต่ละข้อ คิ้วของเธอก็เริ่มขมวด และริมฝีปากก็เริ่มกระตุกด้วยความอยากจะขำออกมาเต็มที
1. ห้ามให้มิลินรับประทานขนมหวานหรือน้ำตาลเกินวันละ 15 กรัม (เพื่อป้องกันภาวะ Hyperactive)
2. ตารางเวลานอน อาหาร และการเรียนรู้ ต้องตรงเวลาเป๊ะ ห้ามเลื่อนเกิน 5 นาที
3. ห้ามทำบ้านเลอะเทอะ ของเล่นทุกชิ้นเมื่อเล่นเสร็จต้องเก็บเข้าที่เดิมภายใน 10 นาที
4. ห้ามใช้คำพูดเชิงลบ คำโกหก คำหยาบคาย หรือนิทานที่มีเนื้อหารุนแรงกับมิลินเด็ดขาด
5. การแต่งกายต้องสุภาพ มิดชิด และสะอาดเรียบร้อยตลอดเวลา
6. ห้ามพาบุคคลภายนอกเข้ามาในบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
7. หากมิลินมีไข้เกิน 37.5 องศา ต้องแจ้งผมทันที
8. คุณต้องทำรายงานประจำวัน (Daily Report) สรุปพฤติกรรม อาหาร และอารมณ์ของมิลินส่งผมทุกเย็นก่อน 20.00 น.
9. ห้ามยุ่งเกี่ยวกับพื้นที่ส่วนตัว
10. ห้ามให้มิลินเรียกว่า ‘แม่’ เด็ดขาด (เพื่อป้องกันความสับสนทางอารมณ์)
พัดชาอ่านกฎทั้งสิบข้อจบแล้วก็ต้องแอบสูดหายใจลึก ๆ เพื่อสะกดกั้นรอยยิ้ม
‘นี่เขากำลังจ้างพี่เลี้ยงเด็กหรือกำลังเกณฑ์ทหารไปรบกันแน่ มีการส่ง Daily Report รายวันด้วย’
“มีข้อไหนที่คุณทำไม่ได้ไหมครับ” ธันวาถามด้วยสีหน้าจริงจังเต็มที่ ราวกับกำลังรอคำอนุมัติสัญญาโครงการร้อยล้าน
“อ๋อ ไม่มีค่ะ รับทราบทุกข้อค่ะคุณธันวา” พัดชาตอบพร้อมรอยยิ้มการค้าที่จริงใจที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ในใจจะหัวเราะจนท้องเกร็งไปหมดแล้ว
“ดีมาก เริ่มงานวันนี้เลย เอกสารสัญญาเซ็นตรงนี้” ธันวายื่นปากกาหรูให้
พัดชารับปากกามาเซ็นชื่อของตัวเองลงบนเอกสารอย่างคล่องแคล่ว เธอมองดูชายหนุ่มหน้าตึงตรงหน้าที่กำลังจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระเบียบ แล้วแอบคิดในใจว่า นอกจากยัยหนูมิลินที่เธอต้องดูแลแล้ว ดูเหมือนว่าเธออาจจะต้องช่วยละลายพฤติกรรมคุณน้าเจ้าระเบียบคนนี้ไปพร้อม ๆ กันเสียแล้วกระมัง
“ยินดีที่ได้ร่วมงานค่ะ คุณธันวา” พัดชายื่นมือออกไปผูกมิตร
ธันวามองมือเล็ก ๆ นั้นก่อนจะยื่นมือหนาไปจับและเขย่าเบา ๆ เป็นพิธี
“ยินดีที่ได้ร่วมงานครับ คุณพัดชา... ฝากมิลินด้วย”
